เวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเอง

อ่าน.......ขำๆ

วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ภาพสงคราม ในปี 1937 ญี่ปุ่นบุกนานกิง อยู่ทางตะวันตกของเซี้ยงไฮ้

สงครามจีน-ญี่ปุ่น(抗日战争)เรียกอีกอย่างว่าสงครามประเทศญี่ปุ่น
รุกรานประเทศจีน(日本抗中战争)เป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1930 – 1945
แต่ระยะเวลาที่มีการต่อสู้กันอย่างจริงจังอยู่ช่วงปี ค.ศ. 1937 – 1945
เป็นสงครามที่กองทัพจีนรับมือกับกองทัพญี่ปุ่นอย่างเต็มรูปแบบและถือเป็นส่วนหนึ่ง
ของสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสนามรบแห่งนี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างหมดท่าของกองทัพญี่ปุ่น









จริงๆ แล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นสถาปนาระบบจักรพรรดิในยุค.....
ขณะเดียวกันก็ต้องการขยายอาณาเขตด้วยการรุกรานนานาประเทศ และกำหนด
“นโยบายแผ่นดินใหญ่”(大陆政策)ที่มีเป้าหมายการรุกรานประเทศต่างๆ
ทางบกอย่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศเกาหลีเหนือ ช่วงต้นทศวรรษที่ 20
หลังการกำชัยชนะเหนือประเทศสหภาพโซเวียต ส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นเริ่มขยายอิทธิพลทางทหาร
มายังพื้นที่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และมีการตั้งฐานทัพประจำการพร้อมก่อตั้ง
หน่วยงานสนับสนุนลัทธิจักรวรรดินิยมภายใต้ชื่อ “บริษัท หนานหมั่นเถี่ยลู่” โดยมีวัตถุประสงค์
ให้ดินแดนแถบนี้ของจีนเป็นฐานที่มั่นในการขยายอำนาจลัทธิจักรวรรดินิยม ระหว่าง
สงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุขึ้น ประเทศญี่ปุ่นฉวยโอกาสที่ประเทศตะวันตกไม่แยแสประเทศ
แถบตะวันออก เริ่มขยายแสนยานุภาพทางการทหารในดินแดนแถบนี้ เริ่มจากการยกทัพ
มายึดดินแดนตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และบีบบังคับให้หยวนซื่อข่ายผู้นำจีนขณะนั้น
ยอมรับข้อเสนอ 21 ประการของฝ่ายญี่ปุ่น โดยข้อบังคับดังกล่าวเอื้อประโยชน์ให้กองทัพญี่ปุ่น
สามารถขยายอิทธิพลแทรกซึมเข้าไปยังพื้นที่ภายในของประเทศจีนได้





















หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง ญี่ปุ่นเริ่มมีความคิดที่จะกลืนกินดินแดนจีน
เกาหลีเหนือและประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชียโดยเร็ว เพื่อช่วยแก้วิกฤตทางการเงินและ
การเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศ และมีการยกทัพเข้ายึดดินแดนทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ
ของจีนอย่างรวดเร็วเมื่อวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 1931 จากนั้นก็มีการระดมกำลังทหาร
เพื่อสามารถยึดครองดินแดนอื่นๆ ในจีน  โดยนำทัพเข้าล้อมดินแดนด้านตะวันออก
ตะวันตกและเหนือของกรุงปักกิ่ง ต่อมาในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1937 กองทัพญี่ปุ่นเริ่ม
เปิดฉากการขยายแสนยานุภาพบนผืนแผ่นดินจีน ชนวนของสงครามเกิดขึ้นในค่ำคืน
วันที่ 7 กรกฎาคม 1937(卢沟桥事变)เมื่อกองทัพญี่ปุ่นอ้างว่ามีทหารญี่ปุ่นนายหนึ่งหายไป
และมีความประสงค์ขอเข้าตรวจค้นเมืองหว่านผิง (宛平) ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้
ของกรุงปักกิ่ง (ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตอำเภอหลูโกว) แต่ถูกทหารประจำการของจีนปฏิเสธ
กองทัพญี่ปุ่นไม่พูดพร่ำทำเพลงยกพลเข้าบุกโจมตีเมืองหว่านผิงและยิงลูกระเบิดใส่
บริเวณสะพานหลูโกวเฉียวของจีน เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นหลักฐานยืนยันความกระหายในการ
เข้าครอบครองดินแดนจีนของกองทัพญี่ปุ่น เพื่อต้องการสถาปนาการปกครองแบบจักรวรรดิ
นิยมซึ่งเป็นนโยบายระยะยาวของลัทธิจักรวรรดินิยมของญี่ปุ่น ต่อมาวันที่ 16 และ 17
เดือนเดียวกัน แม่ทัพสูงสุดของรัฐบาลจีนนามเจี่ยงจงเจิ้ง(蒋中正
ออกแถลงการณ์ปลุกระดมชาวจีนทั่วทุกหัวระแหงให้ลุกขึ้นต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น
ใจความสำคัญของแถลงการณ์ดังกล่าวมีอยู่ว่า “เมื่อเรากำลังเผชิญกับเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน
หนทางเดียวที่จะธำรงไว้ซึ่งมาตุภูมิ คือให้ชาวจีนทุกคนยอมพลีชีพเพื่อชาติ และเมื่อเวลานั้นมาถึง
ขอให้เรายอมเสียสละจนถึงที่สุด ต่อต้านจนถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนทางเหนือหรือชาวจีนทางใต้
ไม่ว่าจะมีอายุมากน้อยเพียงใด ทุกคนมีภารกิจเพียงการกู้แผ่นดินเท่านั้น”











เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1937 กองทัพญี่ปุ่นส่งกำลังทหารเข้าประจำการในเมืองเซี่ยงไฮ้(上海
(หลังจากนั้น 3 เดือนเพิ่มทหารเป็น 5 แสนนาย) เริ่มบุกโจมตีเมืองแห่งนี้
แต่ทางฝ่ายจีนส่งกองทัพจำนวน 7 แสนนายจากเมืองต่างๆ เข้าสกัดกั้น การปะทะกันระหว่าง
สองฝ่ายกินเวลานาน 3 เดือนกว่า หลังจากวันที่ 20 พฤศจิกายน เมื่อกองทัพจีน
ต้องสูญเสียกำลังทหาร 2.5 แสนนาย ทำให้กองทัพอ่อนแอและต้องร่นถอยกลับฐานที่มั่น
เป็นผลให้เซี่ยงไฮ้ตกอยู่ในการดูแลของกองทัพญี่ปุ่นเนื่องจากคำสั่งให้ถอยทัพเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
ให้เกิดการผิดพลาดในเรื่องการสื่อสารของทัพหลัง ประกอบกับความสามารถในการรบอันอ่อน
ด้อยของทหารจีนซึ่งส่วนใหญ่เพิ่งผ่านการฝึกซ้อมในระยะแรก ทำให้การถอยทัพในครั้งนั้น
ของจีนเป็นไปอย่างทุลักทุเล ในวันเดียวกัน รัฐบาลจีนประกาศย้ายเมืองหลวงและหน่วยงานราชการ
ทั้งหมดจากเมืองนานกิง(南京) ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากเมืองเซี่ยงไฮ้ไปอยู่ที่เมืองจุงกิง(重庆)
ชั่วคราว ขณะที่ศูนย์บัญชาการทหารก็ย้ายไปประจำการที่เมืองอู่ฮั่น และเมื่อเกิดสงครามที่อู่ฮั่น
จึงมีการย้ายฐานทัพไปประจำการยังเมืองจุงกิงเช่นกัน




















หลังญี่ปุ่นสูญเสียกำลังทหารกว่า 4 หมื่นนาย วันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1937
กองทัพญี่ปุ่นก็สามารถยึดครองเมืองนานกิงเป็นผลสำเร็จ เนื่องจากถังเซิงจื้อ(唐生智)
แม่ทัพใหญ่ประจำเมืองนานกิงหลบหนีหน้าที่ ทำให้กองทัพญี่ปุ่นสามารถเข้ายึดครองเมืองแห่งนี้
ได้อย่างราบรื่นภายในเวลาเพียง 4 วัน หลังจากนั้นเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เมืองนานกิงขึ้น
ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ถือเป็นเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นใช้ตอบโต้การต่อต้านของประชาชนชาวจีน
ซึ่งชาวจีนที่รับเคราะห์ในครั้งนั้นมีมากกว่า 3 แสนคน จากนั้นก็ยกพลเข้ายึดครองดินแดนต่างๆ
ของประเทศจีน และสามารถขยายแสนยานุภาพไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ
เอเชียตะวันออก แต่เนื่องจากกองกำลังทหารไม่เพียงพอ และแนวรบที่สร้างไว้ก็มีเส้นทางยาวมาก
เริ่มเกิดปัญหาในการบัญชาการรบ ในเวลานี้เองที่กองทัพซึ่งนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนเริ่ม
ตอบโต้ด้วยการโจมตีกองกำลังญี่ปุ่น  ท้ายที่สุดเนื่องจากการสั่งการที่ผิดพลาด กอปรเข้ากับ
ความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐเริ่มเลวร้ายลง และการสูญเสียกองทัพเรือจำนวนมหาศาล
ไปกับการรบที่เกาะปะการังพามีรา ทำให้แสนยานุภาพของญี่ปุ่นค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ
ปี ค.ศ. 1945 หลังจากสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดที่เมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิแล้ว
ประเทศญี่ปุ่นจึงประกาศยอมจำนนในสงครามอย่างเป็นทางการ















สงครามจีน-ญี่ปุ่นเป็นส่วนประกอบสำคัญของสงครามปราบปรามลัทธิฟาสซิสต์
ที่กำลังแผ่อิทธิพลไปยังดินแดนต่างๆ ทั่วโลก กองทัพจีนสามารถกำจัดทหารบกของญี่ปุ่น
ได้มากกว่า 2 ใน 3 ส่วน แต่ขณะเดียวกัน กองทัพจีนต้องสูญเสียทหารหาญไป 35 ล้านนาย
หลังผ่านการกรำศึกอย่างโชกโชนแล้ว ในที่สุด ประเทศจีนก็เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น
และถือเป็นคุณประโยชน์ในการปราบปรามกลุ่มคนหัวลัทธิฟาสซิสต์อย่างเช่นญี่ปุ่นในขณะนั้น
วันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1915 ทางการญี่ปุ่นประกาศยอมจำนนในสงครามอย่างไร้เงื่อนไข
และลงนามในสัญญาสงบศึกเมื่อวันที่ 2 กันยายนปีเดียวกัน ต่อมาจึงมีการกำหนดให้
วันที่ 3 กันยายนของทุกปีเป็นวันรำลึกถึงชัยชนะสงครามจีน-ญี่ปุ่น



















































ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น