เวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเอง

อ่าน.......ขำๆ

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

แม่รวยสอนลูก ฉบับ เจ้เล้ง...เคลียร์เอง

โดย ณฐกร ขุนทอง

ไม่ มีใครปฏิเสธถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักร เจ้เล้ง ดอนเมือง สรรพสินค้าย่อม ๆ ที่มีกำไรเฉพาะสินค้านำเข้าเดือนละกว่า 10 ล้านบาท ไม่นับยอดขายทั้งหมดที่ตัวเลขน่าจะใหญ่โตมโหระทึกใช่น้อย เพราะตัวเลขการเสียภาษีเข้ารัฐปีละ 10 ล้านบาท ฟ้องเลยว่าไม่ธรรมดา

เจ้เล้ง-อารียฉัตร อภิสิทธิ์อมรกุล คือเจ้าของผู้สร้างอาณาจักรขึ้นมาจนใหญ่โต

แรก ทีเดียวใคร ๆ ต่างก็มองว่าธุรกิจของเธออยู่ในมุมมืด เนื่องจากช่วงเริ่มต้นกิจการเธอหิ้วของหนีภาษีเข้ามาขาย แต่พอถึงระยะหนึ่งเธอก็เป็นคนขอก้าวเดินออกมาอยู่ในจุดที่เธอคิดว่าสว่างจ้า ทำ ทุกอย่างถูกต้อง จดทะเบียนธุรกิจในนามบริษัท เอ แอนด์ เจ บิวตี้ โปรดักส์ จำกัด

ชีวิตในวัย 65 ปีของเธอ เรียกว่า เดินมาถึงความสมบูรณ์อย่างสุด ๆ

ทุกวันเธอมองอาณาจักรของเธอด้วยความสุข ในฐานะผู้ก่อตั้ง

และยิ่งมีความสุขในฐานะแม่ เมื่อเธอกำลังคิดที่จะถอยจากธุรกิจทีละก้าว ๆ เพื่อส่งต่อให้กับลูกสาว "ภัทรานิษฐ์ ลาภชีวะสิทธิฉัตร"

"ถึงเวลาที่เจเนอเรชั่นใหม่เริ่มทำงานแล้ว พี่พร้อมจะเปิดโอกาสให้กับลูก เพราะเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่สมัยนี้เขามี วิสัยทัศน์"

ว่า ไปแล้วชีวิตนักธุรกิจของเจ้เล้งไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนใคร ๆ เธอเป็นหญิงใจนักเลงที่ลุยธุรกิจแบบมวยวัด ใช้กลยุทธ์แบบกองโจร ลุยงานทุก รูปแบบ ขายเอง ขนของเอง ตรวจคุณภาพ เช็กสต๊อก เช็กความโปร่งใสของพนักงาน ควบคุมพนักงานกว่า 300 คนที่ร้าน และอีกหลายสิบคนในธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ขนาดย่อมที่เธอไปลงทุนทำอพาร์ตเมนต์เอาไว้ 7 หลัง

เจ้เล้งพูดจาออกจะล้งเล้งตามชื่อที่ ใคร ๆ เรียก โดยการพูดคุยเธอจะเรียกแทนตัวเองว่า "พี่" ตลอด

...ตอนนี้อายุ 65 แล้ว ชีวิตนี้คิดว่าครบนะ อยากได้อะไรก็ได้หมด ลูกก็ดี ผัวก็ดี ค้าขายก็ดี !

เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงลูกที่ดี เธอค่อนข้างภูมิใจ พร้อมบอกเล่าเรื่องราวของการพร่ำสอนลูก ๆ

"เห็น พี่ทำงานหนัก บางวันนอน 2 ชั่วโมงอย่างนี้ แต่กับลูกพี่จะดูแลเขา ในเดือนหนึ่งจะต้องไปดูพฤติกรรมลูกทั้ง 4 คน พี่เป็นคนเลี้ยงลูกไม่ได้ตามใจนะ ด้วยความที่เราเรียนน้อย เราจึงอยากให้เขาเรียนหนังสือดี ๆ สูง ๆ แล้วเราก็เรียนรู้ไปกับเขา ลูกพี่ทุกคนจะต้องบริหารเงินเป็นตั้งแต่เรียน เพราะพี่จะให้เงินเขาเป็นเดือน ๆ ไม่มีการขอเงินระหว่างทาง เด็ดขาด อันนี้เป็นที่รู้กัน"

...ส่วนเรื่องการเรียนเราไม่เคยบังคับว่าต้อง เรียนเก่ง เรียนหนังสือไม่ต้องได้ที่หนึ่งก็ได้ แต่ต้องไม่สอบตกนะ (หัวเราะ) ซึ่งพี่ก็ภูมิใจ ทุกคนทำได้

"เคยมีคนถามว่า พี่เป็นคนขายของเก่ง แล้วสอนให้ลูกขายของเก่งเหมือนตัวเองหรือเปล่า ตรงนี้ไม่เลยนะ พี่ไม่เคยสอนให้ลูกขายของ ตอนเรียนก็ไม่เคยให้ลูกเอาของไปขายในโรงเรียน เวลาอยู่โรงเรียนมีคนแซวว่า ลูกเป็นคนรวย พวกเขาก็จะออกตัวเลยว่า ตัวเขาไม่ได้รวยหรอก คนที่รวยคือพ่อแม่เขาต่างหาก"

...ในเวลาที่ลูกออกนอกกรอบ พี่ก็จะคอยบอกเขาเสมอว่า รู้ไหม ทำงานทุกวันนี่เหนื่อยมากนะ ได้นอนวันละ 2 ชั่วโมง ทั้งหมดที่ทำนี่เพื่อใคร !

"สิ่งที่สอนลูกทุกคนคือ คนเราไม่ต้อง พูดดี แต่ให้ทำดีเข้าไว้ ทำงานดี ไม่ต้อง พูดเพราะก็ได้ (หัวเราะ) นี่เป็นสไตล์การทำงานของพี่ ซึ่งเวลาทำงานจะตั้งใจทำทุกอย่างจนจบ ไม่มีค้างคา ถ้าใครทำไม่ได้เจ้ทำเอง เจ้เคลียร์เอง เวลาทำงานไม่อยากได้หรอกอำนาจ แต่อยากได้ผลสำเร็จมากกว่า พี่ทำพวกนี้ให้เขาเห็นและซึมซับ"

กับลูกทั้ง 4 เจ้เล้งบอกว่า ก็มีดุบ้าง มีเล่นกันแบบเพื่อนบ้าง แต่ทั้งนี้ทุกอย่างต้องมีกฎในการควบคุม

...เห็น พี่เป็นคนดุ แต่เวลาเลี้ยงลูกก็รู้จักเล่นกับเขาเหมือนเพื่อน แต่ต้องมีกฎระเบียบ เห็นเราขายของแบรนด์เนม แต่เราไม่เคยซื้อของแบรนด์เนมให้ลูกพร่ำเพรื่อนะ จะซื้อให้ก็คือ กระเป๋าแพง ๆ หนึ่งใบ กับนาฬิกาแพง ๆ หนึ่งเรือน แล้วให้ไปแบ่งกันใช้ 4 คน ใครจะใช้วันไหนว่ากันไป

นอกจากจะสอนลูก เจ้เล้งยังเรียนรู้สังคมใหม่ ๆ จากลูกของเธอด้วย ซึ่งนั่นทำให้เจ้เล้งได้มองเห็นวิสัยทัศน์ของเด็กรุ่นใหม่ที่ทำให้เธอได้ เริ่มคิดถึงการวางแผนทางธุรกิจในอนาคต

"ตอนนี้พี่อายุ 65 แล้ว ก็อยากให้ลูกเข้ามาดูแล ลูกคนที่ 1 ก็แต่งงานไปแล้วทำธุรกิจนำเข้ากระเบื้อง ลูกคนที่ 2 แต่งงานแล้วไปทำธุรกิจทองกับครอบครัวสามี ตอนนี้พี่เองก็ยังไปลงทุนทองกับเขาเลย (ยิ้ม) ลูกคนที่ 3 ก็เรียนจบแล้วและมาช่วยเราดูแลธุรกิจ ลูกคนที่ 4 กำลังเรียนอยู่เมืองนอก มีลูกสาวนี่ทำใจเพราะแต่งออกหมด ตอนเขาโตก็จะมีคนมาขอแล้ว มีคนมาขอกันเยอะเลยนะ แรก ๆ ก็หวง แต่พอลูก 27 คงไม่หวงไว้แล้วต้องปล่อย (หัวเราะ)"

ขนาดกับลูกเขย เจ้เล้งก็สอนเคล็ดลับดี ๆ ให้

"ลูก เขยนี่ถ้าดูเป็นอาเสี่ย เราจะบอกเขาเลยนะว่า อาเสี่ยกับเถ้าแก่ไม่เหมือนกัน ตัวหนังสือก็ไม่เหมือนกันแล้ว อาเสี่ยต้องขอเงินเถ้าแก่ใช้ ถ้าอยากเป็นเถ้าแก่ต้องหาเงินเอง ดังนั้นไม่ว่าจะลูกสาวหรือลูกเขยไม่มีใครเป็นอาเสี่ย"

เจ้เล้งเล่าเรื่องราวของครอบครัวอย่างมีความสุข ยิ่งพอพูดถึงอนาคตของธุรกิจร้านเจ้เล้ง ยิ้มเธอดูกว้างขึ้นอย่างเห็น ได้ชัด

...ตอน นี้ก็มีลูกคนที่ 3 ที่เขามาช่วยดูแล และเข้ามาเสนอไอเดียใหม่ คุยเรื่องโมเดลธุรกิจกึ่งแฟรนไชส์ ซึ่งเดิมทีเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้วพี่เคยขว้างหินถามทาง คิดที่จะขายแฟรนไชส์ประมาณ 10 ล้านบาท แต่พอดูแล้วพี่คิดว่าขายไม่ได้หรอก เพราะทำธุรกิจนี้ไม่ง่าย และ พี่เองก็ไม่อยากให้ชื่อของเจ้เล้งหายไป ตอนนั้นก็คิดเหมือนกันว่า ถ้าเราขายเราจะได้เงิน 2,000 ล้านบาทเลยนะ คนโทร.มาขอซื้อทุกวัน แต่มาคิด ๆ ดูไม่คุ้ม ไม่เอาดีกว่า เราขายปกติไปเรื่อย ๆ 4 ปีก็ได้ 2,000 ล้านแล้ว ทำไมต้องทำให้ เสียชื่อ"

...ลูกสาวเขาบอกว่า แม่ ต่อไปเราอาจไม่ต้องทำอาชีพนี้ก็ได้ เราขายความคิดให้คนอื่นบ้างสิ แม่ก็รวยอยู่แล้ว เราก็ลองดู ถ้าลูกอยากลอง เขาจึงเสนอทำธุรกิจแบบกึ่งแฟรนไชส์ไม่ต้องลงทุนสูงถึง 10 ล้านบาท แต่เริ่มต้นที่ 5 แสนบาท ขึ้นไป เปิดเป็นเคาน์เตอร์ก็ได้ มาดูสินค้าว่าเรามีอะไร แล้วอยากขายอะไรก็เอาสินค้าของเราไปขายเป็นแบรนด์ ๆ ไป ไม่มีกำหนด เรามีสินค้าตั้งเยอะ เงื่อนไขจะง่าย ๆ ให้ไปตั้งชื่อร้านเอง แต่เขียนบอกว่าสินค้าที่เจ้เล้งนำเข้า

"แม้เราจะไม่ค่อยมีรายจ่าย มีแต่รายรับ แต่พี่ก็สอนลูกเสมอว่า การจะเสียเงินถ้าไม่มีเหตุผลในการเสียก็ไม่ควรเสีย แต่ถ้าเสียไปแล้วเกิดทำไม่ได้ก็ให้ถือว่าเป็นครูไป"

บทพิสูจน์ของแม่รวยสอนลูก...ฉบับ เจ้เล้งเคลียร์เองกำลังเริ่มต้นด้วยดี

ส่วนเจ้เล้งก็มีเวลาพักผ่อน ใช้ชีวิต และเป็นครูพี่เลี้ยงของลูกที่คอยดูอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น