ถาม : การสอนพระพุทธศาสนาตามโรงเรียนทั่วไป ได้มีการนำเอาคำสอนของพระพุทธองค์ นำไปเปรียบเทียบกับวิทยาศาสตร์ให้เชื่อในหลักและเหตุผล และสามารถเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นโดยใช้คำว่า “พุทธกับวิทยาศาสตร์” นำมาเปรียบเทียบกัน แต่ในความเป็นจริง ศาสนาของเราเป็นศาสนาที่มีเหตุและผลที่เหนือกว่า การนำมาเปรียบเทียบแบบนี้ เป็นการดึงฟ้าให้ต่ำหรือไม่ ? ข้อเปรียบเทียบต่างๆ ดังจะยกหัวข้อต่อไปนี้ เช่น
๑) การที่พระองค์ทรงมีพระประสูติการ และเดิน ๗ ก้าวนั้นเป็นเรื่องอุปมาอุปไมย ไม่สามารถเดินได้จริง
๒) เรื่องสวรรค์นรกเป็นเรื่องเปรียบเทียบ เพื่อให้บุคคลกลัวบาปเปรียบเสมือนการทำความชั่วให้เหมือนกับว่า สวรรค์ในอก นรกในใจ
๓) การตายมีสภาพสูญ เพราะวิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ คำถามคือว่า ผู้ที่ได้รวบรวมธรรมะของพระพุทธองค์ แล้วนำไปสอนเด็กๆ แบบนี้ เป็นการปรามาสในคุณพระหรือไม่ และมีโทษอย่างไร ?
ตอบ : ต่ำๆ อเวจี สูงหน่อยก็โลกันตร์ไปเลย
ตอนแรกที่คุณว่ามา คำถามเหมือนกับว่า เอาพุทธะไปเปรียบกับวิทยาศาสตร์เพื่อให้ง่ายขึ้น แล้วคนจะได้เข้าใจ แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่า เอาศาสนาพุทธ มาวิเคราะห์ในลักษณะที่ว่า อันไหนควรจะเป็น อันไหนไม่ควรจะเป็น แล้วก็ไปตัดสินใจด้วยตัวของตัวเอง
ถ้าหากว่าสอนแล้วคนทำตาม คิดตาม พูดตามที่เขาว่าในลักษณะที่คุณยกตัวอย่างมา เท่ากับสอนคนให้เป็นมิจฉาทิฐิ โทษลงอเวจีมหานรก
ถ้าหากว่าสอนคนให้คล้อยตามเป็นจำนวนมาก อาจจะถึงโลกันตร์ โลกันตร์นี่โทษหนักเป็น ๔ เท่าของอเวจี
เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะว่า เขาไม่ได้ปฏิบัติจริง ก็เลยไม่เข้าใจ ยกตัวอย่างแค่ข้อเดียวว่า พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า
“สัตว์บางพวก ขณะจุติ หมายถึงว่า “ตาย” ขณะจุติไม่รู้ตัว เมื่อเคลื่อนไปไม่รู้ตัว ลงสู่ครรภ์ไม่รู้ตัว ต่อเมื่อคลอดออกมาจึงรู้ตัว”
“สัตว์บางพวก ขณะจุติไม่รู้ตัว เคลื่อนไปไม่รู้ตัว ลงสู่ครรภ์รู้ตัว คลอดออกมารู้ตัว”
“สัตว์บางพวก ขณะจุติไม่รู้ตัว เคลื่อนไปรู้ตัว ลงสู่ครรภ์รู้ตัว คลอดออกมารู้ตัว”
“สัตว์บางพวก ขณะจุติรู้ตัว เคลื่อนไปรู้ตัว ลงสู่ครรภ์รู้ตัว คลอดออกมารู้ตัว”
ของพระ พุทธเจ้าเป็นประเภทสุดท้าย ท่านจะรู้ตลอดโดยไม่ขาดสาย ในเมื่อรู้ตลอดโดยไม่ขาดสาย สิ่งที่เคยทำได้ ก็ย่อมทำได้เป็นปกติ ก็เลยเกิดมาสามารถเดินได้ พูดได้เลย
แต่คราวนี้คนเขาปฏิบัติไม่ถึงตรงจุดนี้ หรือศึกษาไม่ถึงตรงจุดนี้ เขาก็จะปฏิเสธ ซึ่งเป็นการสอนคนให้เป็นมิจฉาทิฐิ คือเห็นผิดไปจากคำสอนพระพุทธเจ้า โทษใหญ่มาก เพราะว่าคนที่เป็นมิจฉาทิฐิ ส่วนใหญ่ลงนรก พอลงนรกนี่เจ้าประคุณ เศษกรรมทั้งหมด หรือว่ากรรมทั้งหมดที่เคยทำมานี่ ประเภทซ้ำกันตายไปข้างหนึ่งเลย เคยทำเท่าไหร่ต้องใช้หนี้จนกว่าจะครบ พ้นจากนรกมาเป็นเปรต พ้นจากเปรตเป็นอสุรกาย พ้นจากอสุรกายเป็นสัตว์เดรัจฉาน กว่าจะได้เกิดเป็นคนนานเหลือเกิน ทำให้คนเราห่างความดีไปนาน ดังนั้น....โทษก็เลยหนัก ต่ำๆ ก็ลงอเวจีมหานรก ถ้าสอนให้คนเป็นมิจฉาทิฐิจำนวนมาก ก็ลงโลกันตร์ไปเลย
ถาม : อย่างนี้คนคิด หรือว่ารัฐมนตรีเซ็นอนุมัติ ?
ตอบ : ไปทั้งหมด
สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ (ต่อ)
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
#########################################################
ความรู้สึกยินดีหรือยินร้ายเป็นกิเลสใหญ่
ถาม : ที่ว่าเอาใจไปรับพวกรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แล้วทำให้กำลังรั่วไปหมด ที่รั่วออกไปคือทำใจไหลตามคิดตามหรือคะ ?
ตอบ : ใช่..เป็น การนึกคิดปรุงแต่ง ไม่ใช่การสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น แล้วหยุดเอาไว้ได้ แต่เราไปยินดียินร้าย พอใจและไม่พอใจ จึงเป็นการใช้พลังงานอย่างหนึ่ง
ถ้าเราสามารถหยุดเอาไว้ได้ ไม่ไปยินดียินร้าย สักแต่ว่ารับรู้ ก็ไม่ต้องไปสูญเสียกำลังกับเรื่องเหล่านี้
ถาม : ไม่ใช่ว่าเราปิดหูปิดตา ?
ตอบ : ไม่ ใช่...เราสนใจได้ แต่ให้สนใจในลักษณะสักแต่ว่ารู้เฉยๆ ถ้าไปยินดี..พลังงานก็หายไปแล้ว ไปยินร้าย..พลังงานก็หายไปแล้ว เพราะเราไปใส่อารมณ์ ยินดีก็เป็นโลภะมีส่วนของราคะ ยินร้ายก็เป็นโทสะมีส่วนของโมหะอยู่ด้วย เป็นกิเลสใหญ่มากเลย
ถาม : อย่างอ่านนิยาย แล้วเราไปคิดตามที่เขาเขียน
ตอบ : ไม่ ต้องเสียเวลาหรอก เราไหลตั้งแต่ตอนซื้อมาแล้ว พอเห็นชื่อ แดน บราวน์ เราก็รั่วแล้ว จะต้องปรุงไปแล้ว ว่าเรื่องก่อนสนุกแค่ไหน แล้วเรื่องนี้จะสนุกแค่ไหน แหม..ดาวินชีโค้ดสุดยอดเลย แล้วเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรหนอ ต้องอ่านให้ได้" กิเลสเขาปรุงให้กินไปหลายถ้วยหลายจานแล้วยังไม่รู้ตัวอีก..!
ถาม : หนูเคยคิดอย่างหนึ่งว่า เวลาที่เราเกิดความยินร้าย แล้วตัดไม่ได้สักทีหนึ่ง เพราะยังมีการระลึกนึกถึงอยู่ ก็เลยมาคิดว่า เป็นไปได้ไหมที่เราจะมีความยินดีในความยินร้ายนั้น ?
ตอบ : มี..ที่ยังตัดไม่ได้ อันดับแรกคือกำลังไม่พอ อันดับที่สองคือยังไปห่วงหาอาวรณ์ สายใยเลยยังรัดพันอยู่
ถาม : จริงๆ แล้ว เราก็สามารถสรุปได้ว่ามีแค่ตัวเดียวก็คือ มีความพอใจ
ตอบ : จะเรียกว่าอย่างนั้นก็ได้ พระท่านสรุปว่าเป็นฉันทะ ความพอใจ จึงเกิดราคะ ความยินดี อยากมี อยากได้ สองศัพท์รวมกันเขาเรียกว่าอวิชชา แปลว่า ไม่รู้ เลยโง่เสียท่าอยู่เรื่อย..!
สนทนากับพระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๓
| อ้างอิงจาก: |
| ที่มา : http://www.grathonbook.net/book/80.2.html |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น