ฉลอง 450 ปี สถาปนานครหลวงเวียงจันทน์
อนุสาวรีย์พระเจ้าฟ้างุ้ม
-------------------
ในวโรกาสครบรอบ 450 ปีแห่งการสถาปนานครเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวง ธนาคารกลางของลาวได้ออกธนบัตรที่ระลึกซึ่งมีมูลค่า 1 แสนกีบ เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสดังกล่าว
"โอลิเวอร์ แท็ปป์" นักวิจัยประจำสถาบันมานุษยวิทยาสังคม "มักซ์ พลังค์" ในประเทศเยอรมนี ซึ่งเคยทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกหัวข้อ "ประวัติศาสตร์นิพนธ์ลาวและการเมืองเรื่องการสร้างชาติ" ได้เขียนบทความสั้นๆ บอกเล่าเรื่องราวของธนบัตร 1 แสนกีบ และประวัติศาสตร์ของธนบัตรลาว ลงในเว็บล็อก "นิว มันดาลา" (นวมณฑล) มตินชนออนไลน์เห็นว่าบทความชิ้นนี้มีเนื้อหาน่าสนใจ จึงแปลสรุปความมาเผยแพร่ต่อดังนี้
ภายหลังการปฏิรูประบบเศรษฐกิจลาวในปี ค.ศ.1986 (พ.ศ.2529) ภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้นำไปสู่ความต้องการธนบัตรซึ่งมีค่าเงินสูงขึ้น ในปี ค.ศ.1988 (พ.ศ.2531) ได้มีการผลิตแบงค์ 500 กีบ ซึ่งรูปภาพบนธนบัตรดังกล่าวจะเป็นรูปสัญลักษณ์แบบสังคมนิยม รวมทั้งรูปที่สื่อถึงการพัฒนาทางด้านการเกษตรและเทคโนโลยี
ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและการแก้ไขรัฐธรรมนูญของลาวในปี ค.ศ.1991 (พ.ศ.2534) ระบบสัญลักษณ์ที่รัฐลาวใช้ก็เปลี่ยนแปลงไป โดยสถูปสำคัญอย่าง "ธาตุหลวง" ได้เข้ามาแทนที่สัญลักษณ์ "ดาว ค้อน และเคียว" บนด้านหน้าของธนบัตรมูลค่า 1,000 กีบ ที่ถูกผลิตออกมาในปี ค.ศ.1992 (พ.ศ.2535)
เช่นเดียวกันกับกับภาพสตรีสามคนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอันแสดงให้เห็นถึง ความแตกต่างทางกลุ่มชาติพันธุ์อันเป็นภาพแทนว่าด้วย "ประชาชนพหุชาติพันธุ์ของลาว" ซึ่งเริ่มมีที่ทางบนธนบัตรที่ถูกผลิตออกมาในช่วงเวลาดังกล่าว
แต่ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ก็จางหายไปจากธนบัตร2 และ 5 พันกีบ ซึ่งออกใหม่ในปี ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) และธนบัตร 1 และ 2 หมื่นกีบ ซึ่งออกใหม่ในปี ค.ศ.2002 (พ.ศ.2545) โดยภาพของ "นายไกสอน พมวิหาน" ผู้นำสำคัญแห่งพรรคประชาชนปฏิวัติลาวระหว่างปี ค.ศ.1955-1992 (พ.ศ.2498-2535) ได้กลายมาเป็นรูปภาพหลักบนธนบัตรที่ออกมาในช่วงเวลานั้น
สัญลักษณ์สำคัญรองลงมาจาก "นายไกสอน" ซึ่งปรากฏบนธนบัตรลาวยุคนั้น ก็คือ ภาพสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา เช่น "ธาตุหลวง" ที่เวียงจันทน์ และ "วัดเชียงทอง" ที่หลวงพระบาง
แท็ปป์ วิเคราะห์ว่า รูปภาพบนธนบัตรยุคดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์ยุค "หลังปฏิรูป" ของรัฐลาว ซึ่งต้องการพรรคปฏิวัติอันเข้มแข็ง รวมทั้งพันธกิจที่พร้อมจะป้องกันและพัฒนามรดกทางวัฒนธรรมในประเทศ
ต่อมา ในปี ค.ศ.2006 (พ.ศ.2549) ธนบัตร 5 หมื่นกีบก็ได้ถูกผลิตออกมา โดยตอกย้ำอย่างหนักแน่นขึ้นถึงเรื่อง "อำนาจอธิปไตยของชาติ" ผ่านรูปภาพของนายไกสอนและธาตุหลวงบนด้านหน้าธนบัตร และรูปภาพทำเนียบประธานประเทศซึ่งเข้ามาแทนที่รูปภาพที่มีความหมายถึง "การพัฒนา" บนด้านหลังธนบัตร
อนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์
-------------------
อนุสาวรีย์พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
------------------
จุดขับเน้นสำคัญอีกประการของธนบัตรออกใหม่เมื่อ 4 ปีก่อน ก็ได้แก่ การแสดงให้เห็นว่ากรุงเวียงจันทน์เป็นทั้งศูนย์กลางทางด้านการเมืองและ วัฒนธรรมของชาติลาว
ล่าสุดธนบัตร 1 แสนกีบ ที่ออกมาใหม่ ได้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มล่าสุดเกี่ยวกับ "การเมืองว่าด้วยอัตลักษณ์แห่งชาติของลาว" ผ่านการเสาะแสวงหา "บรรพบุรุษแห่งชาติ" จากราชอาณาจักรล้านช้าง และ รูปสัญลักษณ์ของ "ธรรมราชา" ตามหลักการทางพุทธศาสนา ก็ถูกนำมาใช้บนธนบัตรแบบใหม่ดังกล่าว
ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับธนบัตรออกใหม่เท่านั้นแต่ยังสำแดงตนผ่าน การจัดสร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าฟ้างุ้ม ปฐมกษัตริย์แห่งล้านช้าง และ เจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์ที่มีภาพลักษณ์ว่าเป็นผู้กอบกู้ลาว ตลอดจนการนำพระราชดำรัสของพระเจ้าฟ้างุ้มภายหลังทรงยึดครองเวียงจันทน์ได้ใน ปี ค.ศ.1357 (พ.ศ.1900) มาใช้ในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ลาวเป็นเจ้าภาพเมื่อปีที่แล้ว
ด้านหน้าของธนบัตร 1 แสนกีบ ได้แสดงรูปภาพของอนุสาวรีย์ "พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช" เบื้องหน้าธาตุหลวง โดยตามประวัติศาสตร์นิพนธ์ฉบับทางการ กษัตริย์พระองค์นี้ได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมายังเวียงจันทน์เมื่อ 450 ปีก่อน ทั้งยังเป็นผู้สร้างสถูปดังกล่าวขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงการกำเนิด ขึ้นของนครหลวงแห่งใหม่

ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชยังอัญเชิญ "พระแก้วมรกต" มาสู่เวียงจันทน์ และสร้างหอพระแก้วขึ้นเพื่อเก็บรักษาพระพุทธรูปล้ำค่าองค์ดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ ด้านหลังของธนบัตร 1 แสนกีบออกใหม่ จึงแสดงภาพของหอพระแก้ว ซึ่งเคยถูกทำลายโดยกองทัพสยาม และถูกบูรณะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ภายใต้การจัดการของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส

ในมุมมองของนักวิชาการจากเยอรมนี สัญลักษณ์สองด้านที่ปรากฏบนธนบัตรออกใหม่จึงมีความกำกวม เนื่องจากสัญลักษณ์คู่นี้นำเสนอทั้งเรื่องมรดกทางวัฒนธรรมของลาว และ การสูญเสียพระแก้วมรกตให้กรุงเทพฯ แต่ความกำกวมดังกล่าวก็สอดคล้องกับอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ ซึ่งเพิ่งถูกก่อสร้างขึ้น
เนื่องจากประวัติศาสตร์นิพนธ์ของลาวระบุว่า หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้กษัตริย์ลาวผู้นี้พยายามยาตราทัพเข้ากรุงเทพฯ ก็คือ การหวังจะอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมายังเวียงจันทน์ เพื่อเสริมสร้างพระราชอำนาจของพระองค์
ที่น่าสนใจอีกประการ ก็คือ รูปภาพของนายไกสอน พมวิหาน กลับปรากฏอยู่บนธนบัตรออกใหม่ ในฐานะ "รูปลายน้ำ" เพียงเท่านั้น และนอกจากการปรากฏตัวของอดีตผู้นำท่านนี้ ในฐานะหน้าตาแห่งพรรคประชาชนปฏิวัติลาวแล้ว ก็ไม่ปรากฏสัญลักษณ์ใดๆ ที่อ้างอิงอยู่กับ "การต่อสู้เพื่อปฏิวัติ" หรือ "การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ" ปรากฏอยู่บนธนบัตร 1 แสนกีบ
ทั้งนี้ ยังมีสัญลักษณ์อีกสองประการที่ปรากฏอยู่บนธนบัตรรูปแบบใหม่ ได้แก่ "ดอกจำปา" (ลั่นทม) ดอกไม้ประจำชาติลาว และ "พญานาค" ซึ่งมีสถานะเป็นหนึ่งในเทพผู้ปกปักรักษาในวัฒนธรรมพุทธของลาว
สัญลักษณ์ที่ปรากฏบนธนบัตร1 แสนกีบ จึงแสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของชาติลาวที่วางอยู่บนพื้นฐาน "เรื่องมรดกทางวัฒนธรรมและการเมือง" จากอารยธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่นับถือพุทธศาสนาภายในลาว ขณะที่แนวคิดเรื่อง "ประชาชนพหุชาติพันธุ์" กลับหายสาบสูญไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากนั้น แท็ปป์ยังเชื่อว่า มีความเป็นไปได้อย่างสูง ที่ธนบัตรออกใหม่ในอนาคตจะปรากฏรูปภาพอนุสาวรีย์ของพระเจ้าฟ้างุ้มและเจ้า อนุวงศ์
รวมทั้งต้องจับตาดูกันว่าสัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติจะกลับมามีตำแหน่งแห่งที่ ในธนบัตรลาวได้หรือไม่ หรือมรดกตกทอดจากราชอาณาจักรล้านช้างจะยึดครองพื้นที่โดดเด่นเช่นนี้ต่อไป
อย่างไรก็ตามนักวิชาการต่างชาติผู้นี้สรุปว่า งานเฉลิมฉลอง 450 ปี แห่งการสถาปนานครเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงของลาว อาจจะแสดงนัยยะบางประการที่บ่งชี้ให้เห็นถึงอนาคตแห่ง "การสร้างชาติ" ของลาว
วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
By : matichon.co.th
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น