เวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเอง

อ่าน.......ขำๆ

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

พระเวสสันดร





พระเวสสันดร ” หนังซีรี่ย์ปี 2514 แนวพุทธประวัติเกี่ยวกับพุทธชาดก

ชาติที่สิบ ชาติสุดท้ายในทศชาติชาดกก่อนจะมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทศชาติชาดก ประกอบด้วย

เตมียชาดก : บำเพ็ญเนกขัมมบารมี คือการออกบวชหรือออกจากกาม

มหาชนกชาดก : บำเพ็ญวิริยบารมี คือความพากเพียร

สุวรรณสามชาดก : บำเพ็ญเมตตาบารมี คือการแผ่เมตตาให้ผู้อื่นเป็นสุข

เนมิราชชาดก : บำเพ็ญอธิษฐานบารมี คือความตั้งมั่งคง

มโหสถชาดก : บำเพ็ญปัญญาบารมี คือความทั่วถึงสิ่งที่ควรรู้

ภูริทัตชาดก : บำเพ็ญศีลบารมี คือการรักษาศีล

จันทกุมารชาดก : บำเพ็ญขันติบารมี คือความอดทน

นารทชาดก : บำเพ็ญอุเบกขาบารมี คือการวางเฉย

วิทูรชาดก : บำเพ็ญสัจจบารมี คือความสัตย์ และ

เวสสันดรชาดก : บำเพ็ญทานบารมี คือการบริจาคทาน


เมื่อเรื่องนี้ออกอากาศทำให้ชูชกมีชื่อเสียงโด่งดังและโดดเด่นมากรองลงมา

คือกัณหาและชาลี คนดูจึงให้ความสนใจสามตัวละครนี้มากกว่าตัวละคร

อื่นๆ ผู้รับบทชูชกคือ ประพัตร์ มิตรภักดี แสดงได้สุดยอดมากเหมือนกับว่า

เขาคือชูชกจริงๆ (พัลลภ พรพิษณุรับบทเป็นพระเวสสันดร, เยาวเรศ

นิศากรรับบทเป็นพระนางมัทรี) เหตุนี้ทางผู้สร้างหนังจอเงินโดย

บริษัท ไทยสากลธุรกิจ จำกัดจึงให้ความสนใจสร้างหนังพุทธประวัตินี้

และให้ชื่อเรื่องว่า “ ชูชก กัณหา ชาลี ” โดยดึงเอาประพัตร์ มิตรภักดีรับบท

เป็นชูชกเหมือนเดิม ออกฉายในปี 2516 ฉะนั้น

หนังจอเงินจึงใช้ชื่อ “ ชูชก กัณหา ชาลี ” แทนที่จะใช้ชื่อ “ พระเวสสันดร

ก็เพราะความโด่งดังของทั้งสามตัวละครมาจากหนังซีรี่ส์ทางทีวีนั่นเอง

พระเวสสันดร ” เนื้อเรื่องละเอียดมากเพราะเป็นซีรี่ส์จึงต้องปรุงแต่งบท

ให้ยาวมากขึ้นหลายตอน ทำให้การดำเนินเรื่องช้าแบบไปเรื่อยๆมาเรียงๆ

แต่สนุกเพราะความร้ายกาจของชูชกและความน่ารักน่าสงสารของกัณหา

และชาลี ตอนจบทำออกมาได้ดีมาก สมบูรณ์แบบ สุดแสนประทับใจ



เนื้อเรื่องย่อ

ณ เมืองสีพี พระเจ้าสญชัยกับพระมเหสีผุสดีมีพระโอรสชื่อพระเวสสันดร
พระเวสสันดรอภิเษกสมรสกับพระนางมัทรีมีบุตรสองพระองค์คือ
กัณหาและชาลี พระเวสสันดรมีพระทัยฝักใฝ่ในการบริจาคทานเป็นที่ตั้ง
โปรดให้ตั้งโรงทานสี่มุมเมืองเพื่อนำสิ่งของต่างๆที่เป็นประโยขน์เช่นอาหาร,
ทรัพย์สินแจกจ่ายให้กับราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อน ด้วยความใจบุญ
ของพระองค์ทำให้เลื่องลือไปทั่วทุกทิศต่างๆหลายแคว้น


วันหนึ่งพระเวสสันดรทรงประทับช้างต้นชื่อปัจจัยนาคซึ่งเป็นช้างคู่บุญ
บารมีขของพระองค์และของชาวเมืองสีพี เสด็จสู่โรงทานก็พบกับพราหมณ์
ทั้งแปดรอรับเสด็จอยู่ก่อนแล้ว หนึ่งในพราหมณ์ทูลว่ามาจากเมือง
กลิงคราษฎร์ ช่วงนี้เกิดปัญหาข้าวยากหมากแพงเพราะฝนแล้ง
เพาะปลูกพืชผลใดไม่ได้ผล มีแต่ช้างปัจจัยนาคที่สามารถบันดาลฝนได้
และทำให้เมืองกาลิงคราษฎร์เจริญรุ่งเรือง พระเจ้ากาลิงคะทรงส่งพราหมณ์
ทั้งแปดเป็นทูตเพื่อทูลขอช้างปัจจัยนาค พระเวสสันดรฟังดังนั้นทรงปีติยินดี
ที่จะได้บุญได้กุศลอันยิ่งใหญ่ทรงมอบช้างปัจจัยนาคไปในทันที


ราษฎรชาวสีพีเห็นพระเวสสันดรทรงบริจาคช้างต้นคู่บ้านคู่เมืองก็เกิดความ
ไม่พอใจเกรงต่อไปภายข้างหน้าชาวเมืองจะลำบากเมื่อขาดช้างปัจจัยนาค
จึงรวมตัวกันขึ้นร้องเรียนไปเข้าเฝ้าพระเจ้าสญชัย เมื่อพระองค์ทรงทราบ
จำพระทัยต้องลงโทษพระเวสสันดรด้วยการเนรเทศออกจากเมืองสีพี
พระนางมัทรีขอร่วมเดินทางกับพระเวสสันดรพระสวามีพร้อมกับกัณหา
และชาลี พระโอรสและพระธิดาขอร่วมเสด็จด้วยเช่นกัน
ก่อนที่จะเสด็จออกจากเมืองนั้น พระเวสสันดรมีพระประสงค์จะบริจาค
ทานครั้งใหญ่เรียกว่าสัตสดกมหาทานคือการบริจาคทานเจ็ดสิ่งๆละ
เจ็ดร้อยแก่ชาวสีพี การให้ทานครั้งใหญ่นี้ได้แก่
ช้าง ม้า รถ โคนม นารี ทาสี ทาสารวมทั้งสุราบาน


พระเวสสันดรทรงขับม้าเทียมราชรถโดยมีพระนางมัทรีและกัณหาชาลี
ประทับภายในราชรถ จนจวนมาถึงชายแดนก็พบกับราษฎรในท้องถิ่น
ต่างประสงค์ขอม้าและราชรถเพื่อเป็นสิริมงคล พระเวสสันดรทรงยินดี
บริจาคทาน จากนั้นทั้งสี่พระองค์จึงต้องเดินทางด้วยพระบาทออกพ้นเขต
เมืองสีพีมุ่งหน้าเข้าเขตเมืองมาตุลนคร พระเจ้าเจตราชเมื่อทราบว่าพระ
เวสสันดรเสด็จมาถึงเมือง ทรงให้การต้อนรับเป็นอย่างดีและทั้งทราบว่า
พระเวสสันดรมีความประสงค์ไปบำเพ็ญพรตที่เขาวงกต พระเจ้าเจตราช
ทรงสั่งกับพรานเจตบุตร ผู้ชำนาญในป่าแถบนั้นเป็นผู้นำพาพระเวสสันดร
ไปให้ถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยพร้อมกับกำชับพรานเจตบุตร
คุ้มครองคอยเฝ้ารักษาต้นทาง อย่าให้ผู้ใดเข้ามารบกวนพระเวสสันดร, พระ
นางมัทรีและพระชาลีพระกัณหาขณะบำเพ็ญพรตเป็นอันขาด
จากนั้นระหว่างการเดินทางพรานเจตบุตรทูลชี้แนะทางไปเขาวงกตต้อง
ผ่านป่าใหญ่แต่เมื่อไปถึงบริเวณสระโบกขรณีแล้วก็จะเป็นเขตที่ร่มรื่น
สบาย มีต้นไม้ที่มีผลมากมายนานาพันธุ์ ครั้นเสด็จมาถึงสระโบกขรณี
ทั้งสี่พระองค์ทรงผนวชเป็นฤาษีบำเพ็ญพรตภาวนา


พราหมณ์เฒ่าชูชกดำรงชีพด้วยการขอทาน จนมีเงินเก็บสะสมมากมาย
และประสงค์จะเดินทางไกลแต่ถุงเก็บเงินมันหนักไม่สะดวกในการเดินทาง
อีกทั้งเกรงเกิดความไม่ปลอดภัยด้วยความกลัวจะถูกโจรปล้น ชูชกจึงนำ
ถุงเงินไปฝากไว้กับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นพราหมณ์ จากนั้นชูชกจึงอำลา
ต่อมาเมื่อชูชกเดินทางกลับจากการขอทานในแดนไกล เมื่อมาถึงเรือนของ
เพื่อน ชูชกจึงทวงขอเงินคืนปรากฎว่าเมียของเพื่อนนั้นเอาไปใช้เองจนหมด
ชูชกไม่พอใจมากข่มขู่จะไปฟ้องร้องต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของทางการ
เพื่อนและเมียของเขาต่างเกรงกลัวจะเสียชื่อเสียงเพราะเป็นพราหมณ์และ
พราหมณีทั้งคู่จึงตัดสินใจยกลูกสาวให้ชื่อ อมิตตตดา ชูชกเห็นนางหน้าตา
สะสวยก็เกิดความพึงพอใจมากจึงยินดีรับนางเอาไว้เป็นเมีย อมิตตดาจำ
ต้องยอมอยู่กับชูชกเพื่อแสดงความกตัญญูต่อบิดามารดา


ชูชกพานางอมิตตดามาอยู่กระต๊อบของตนในหมู่บ้านของพราหมณ์
ชาวบ้านวิจารณ์ต่างๆนานาส่วนใหญ่อิจฉาชูชกที่ได้เมียสวยคราวลูก
นางอมิตตดาประพฤติตนเป็นแม่บ้านที่ดีทั้งตำข้าวหุงข้าวหุงอาหารและ
ทำความสะอาดเรือนได้ดีเป็นเลิศจนได้รับคำสรรเสริญจากเหล่าพราหมณ์
ในหมู่บ้านที่เมียตัวเองยังสู้ไม่ได้ สร้างความไม่พอใจแก่เหล่านางพราหมณี
ที่ถูกเปรียบเทียบเช่นนั้น


วันหนึ่งนางอมิตตดาเดินไปที่คลองเพื่อตักน้ำไว้ใช้ เหล่านางพราหมณีจึงมี
โอกาสได้พบกับนางอมิตตดาและต่อว่าต่อขานนางอมิตตดาเป็นการใหญ่
เพราะเป็นต้นเหตุที่ทำให้พวกเธอถูกสามีดุด่า บางรายถูกทุบตี
เหล่านางพราหมณีจึงพากันรุมซ้อมตบตีจนนางอมิตตดาได้รับบาดเจ็บ
ชอกช้ำก่อนที่นางอมิตตดาจะวิ่งหนีออกมาได้
นางอมิตตดาวิ่งขึ้นเรือนร้องไห้จนชูชกต้องสอบถามจนได้ทราบความจริง
ชูชกบอกนางไม่ต้องทำการงานใดอีก ชูชกจะทำเองแต่นางอมิตตดารับไม่
ได้เพราะงานบ้านการเรือนเป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิง ชาวบ้านรู้เข้าจะเป็นที่
ครหาหนักกว่าเดิม จำต้องหาคนรับใช้มาทำหน้าที่แทนนาง ชูชกอึดอัดใจ
เพราะด้วยฐานะอันต่ำต้อยคงหาคนรับใช้ได้ยาก นางอมิตตดาจึงเล่าเรื่อง
ของพระเวสสันดรให้ชูชกฟัง ถ้าไปขอบริจาคพระกัณหาและพระชาลี
พระเวสสันดรทรงยินดีเป็นแน่เพราะพระองค์ทรงยึดมั่นการให้ทานเป็นบุญ
อันประเสริฐ ในที่สุดชูชกจึงต้องยอมไปที่เขาวงกตเพื่อเอาใจเมีย


ชูชกเดินทางจนมาถึงบริเวณปากทางเข้าสู่เขาวงกตก็ต้องพบกับฝูงสุนัข
ของพรานเจตบุตรกำลังวิ่งมาถึงตัว ชูชกรีบปีนขึ้นต้นไม้ได้ทันท่วงที พอดี
กับพรานเจตบุตรมาถึง พรานเจตบุตรข่มขู่ชูชกห้ามเข้ามาบริเวณนี้
มิเช่นนั้นจะใช้หน้าไม้ยิงถึงตาย ชูชกอาศัยความไหวพริบหลอกพรานว่า
ตนเป็นทูตของพระเจ้าสัญชัย เจ้าเมืองสีพี มาแจ้งแก่พระเวสสันดรขอเชิญ
เสด็จกลับสู่เมืองสีพี ด้วยชาวเมืองได้คิดแล้วได้รู้แจ้งแล้ว พรานเจตบุตรหลง
เชื่อจึงแนะนำทางเชิญชูชกเข้าไปในเขาวงกตสู่อาศรมที่พระเวสสันดรทรง
บำเพ็ญพรตภาวนาอยู่ จากนั้นชูชกจึงรีบเดินทางตามคำชี้แนะ


ชูชกมาถึงอาณาบริเวณสระโบกขรณีก็รีบแอบหลบซ่อนทันทีเพราะ
พอดีกับพระนางมัทรีเดินทางกลับจากการเก็บผลไม้ในป่า ชูชกจึงคิดได้
ทันทีว่าหากเข้าไปทูลขอกัณหาและชาลีในตอนนี้ ต้องผิดหวังอย่างแน่แท้
ด้วยพระนางมัทรีไหนเลยจะยินยอมยกบุตรให้กับตน สมควรรอเวลาให้
พระนางเสด็จไปเก็บผลไม้ในป่าเสียก่อน แล้วค่อยทูลขอพระโอรสพระธิดา
ต่อพระเวสสันดรเพียงลำพัง จากนั้นชูชกจึงนอนรอเวลาอย่างใจเย็น


คืนนั้นพระนางมันทรีทรงฝันร้ายว่ามีโจรร้ายหน้าตาเหี้ยมโหด ควักดวง
เนตรทั้งซ้ายขวาของพระนางออกจากกาย ทั้งยังเอาดาบฟันพระนาง
หลายครั้งจนเลือดท่วมร่างพระนาง ทำให้พระนางมัทรีตื่นขึ้นมาเกิดความ
สบายใจจึงวิ่งไปทูลถามพระสวามีซึ่งทรงบำเพ็ญพรตอยู่อาศรม
พระเวสสันดรทรงปลอบพระทัยเป็นเพียงฝันร้ายธรรมดา ไม่มีอะไรเป็น
ลางสังหรณ์ พระนางมัทรีมิต้องวิตกกังวล จากนั้นพระนางเสด็จกลับไป
บรรทมต่อ ความจริงพระเวสสันดรทรงทราบหยั่งรู้แล้วว่าจะมีคนเข้ามาทูล
ขอบุตรทั้งสองพระองค์ ทั้งจะบอกทำนายฝันตามความเป็นจริง แน่นอน
พระนางมันทรีย่อมไม่ยอมให้บุตรสองพระองค์ให้แก่ผู้ใดเป็นแน่


วันรุ่งขึ้นพระนางมัทรีเดินทางเข้าป่าเพื่อเก็บผลไม้เหมือนเดิมทุกวัน
ชูชกจึงเข้าไปเฝ้าพระเวสสันดรทูลสรรเสริญพระองค์ต่างๆนานา
จนกระทั่งถือโอกาสทูลขอพระกัณหาพระชาลี พระเวสสันดรทรงยินดี
บริจาคทานให้เพื่อมุ่งหมายละกิเลสทั้งปวงให้สิ้น กัณหาและชาลีแอบฟัง
อยู่ข้างๆเมื่อเห็นท่าไม่ดีทรงวิ่งหนีหาที่หลบซ่อนโดยหลบอยู่ในสระบัวที่มี
ใบบัวขึ้นเต็มสระ พระเวสสันดรทรงต้องเสด็จตามหาจนพบตัว แล้วมอบ
บุตรทั้งสองพระองค์ให้กับชูชก ชูชกเมื่อได้กัณหาชาลีก็ใช้เชือกมัดมือทั้ง
สองพระองค์เพื่อป้องกันการหลบหนี แล้วรีบออกเดินทางทันที
ก่อนที่พระนางมัทรีจะกลับมาเห็นเสียก่อน


พระนางมัทรีเก็บผลไม้จนเป็นที่พอพระทัยก็เตรียมเดินทางกลับแต่ทว่า
เทวดาไม่ประสงค์ให้พระนางมาทันพอดีกับชูชกกำลังพากัณหาและชาลี
ออกจากที่พำพักจึงแปลงร่างเป็นเสือโคร่งขวางทางพระนางไว้ พระนาง
มัทรีทรงตกพระทัย พระนางทรงพนมมืออธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง
อย่าให้เสือทำร้ายนาง เทวดาในร่างเสือทำทีเดินวนเวียนอยู่บริเวณนั้น
เนิ่นนานจนถึงเวลาเย็นค่ำเทวดาในร่างเสือโคร่งจึงเดินกลับ
หายเข้าไปในป่า พระนางมัทรีทรงรีบเดินกลับทันที


เมื่อมาถึงที่พักกลับไม่เห็นบุตรสองพระองค์ทำให้พระนางมัทรีพระทัยหาย
และเสียพระทัยที่พระสวามีไม่ทรงดูแลปล่อยให้บุตรทั้งสองหายไป
จากนั้นทรงรีบตามหาพระชาลีพระกัณหารอบๆบริเวณนั้น จนพระนางอ่อน
เพลียสิ้นแรงสลบไป พระเวสสันดรทรงเวทนานำน้ำมาประพรมจนนางฟื้น
แล้วตรัสความจริงว่าทรงได้บริจาคพระชาลีพระกัณหาแก่พราหมณ์เฒ่าผู้
หนึ่งไปแล้ว ขอให้พระนางอนุโมทนาในทานบารมีที่พระองค์ทรงกระทำ


ท้าวสักกะเทวราชบนสวรรค์ทรงคิดว่าพระเวสสันดรยังบริจาคบุตรของ
พระองค์เองให้แก่ผู้อื่นได้ สักวันหนึ่งย่อมมีคนมาขอพระนางมัทรีได้เช่นกัน
พระเวสสันดรจะลำบากมากกว่าเดิม จะไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้สะดวก
เพราะต้องแสวงหาอาหารประทังชีวิตเพียงลำพัง เห็นทีต้องช่วยเหลือมิให้
เสียการการบำเพ็ญพรตของพระเวสสันดร คิดดังนั้นท้าวสักกะเทวราชจึง
ลงสู่โลกมนุษย์แล้วแปลงร่างเป็นพราหมณ์ เดินเข้าหาพระเวสสันดร
ท้าวสักกะในร่างพราหมณ์ทรงทูลขอพระนางมัทรี พระเวสสันดรก็ทรงยินดี
ฝ่ายพระนางมัทรีทรงเต็มพระทัยอยู่เพราะทราบจุดแระสงค์ของพระสวามี
ในการบำเพ็ญทานบารมี เมื่อท้าวสักกะในร่างพราหมณ์ได้รับทานแล้วก็
ทรงถวายคืนพระนางมัทรีกลับ สร้างความแปลกพระทัยแก่พระเวสสันดร
และพระนางมัทรี ท้าวสักกะในร่างพราหมณ์ตรัสว่าข้าพเจ้ายังไม่ประสงค์
ใช้พระนาง หากแต่พระองค์ต่างหากที่ต้องประสงค์ใช้พระนางในการ
แสวงหาอาหารดำรงชีพเพื่อให้พระองค์สะดวกในการบำเพ็ญเพียร ฉะนั้น
หากมีผู้ใดเข้าเฝ้าขอพระนางมัทรี พระองค์ไม่สามารถบริจาคทานซ้ำได้อีก
เพราะให้ทานแก่ข้าพเจ้าแล้ว ว่าแล้วท้าวสักกะในร่างพราหมณ์ทรงอำลา
เดินทางกลับสู่สวรรค์


ชูชกพยายามพาพระกัณหาพระชาลีเดินทางออกจากป่า พระธิดากัณหา
เอาแต่ร้องไห้ไม่ยอมไปด้วยร้องครวญหาพระราชมารดาตลอดทาง
ทำให้ชูชกเกิดความหงุดหงิดเต็มแก่เพราะทำให้เสียเวลาไปเยอะ
เมื่อพระธิดากัณหาไม่ยอมเดิน ชูชกจึงเกิดโมโหจัดหยิบกิ่งไม้ยาวๆเฆี่ยนตี
พระธิดากัณหา พระโอรสชาลีรีบเข้าปกป้องน้องจึงโดนเฆี่ยนตีไปด้วย


ความที่ชูชกไม่เคยเข้าป่านี้มาก่อนและเมื่อพยายามออกจากป่าก็เกิด
หลงทางไปอีกเส้นทางหนึ่งซึ่งชูชกไม่เคยใช้เส้นทางนี้จนจวนเข้าเขตเมือง
ทั้งสองพระองค์เห็นตัวเมืองก็จำได้ว่าเป็นเมืองสีพีทรงดีพระทัยมาก
ขณะนั้นพระเจ้าสญชัยเสด็จลงหน้าลานหลวงพอดีก็ทอดพระเนตรเห็นชูชก
กำลังจูงพระกัณหาพระชาลีรีบหนีออกจากเมืองหลังจากชูชกทราบว่าที่นี่
คือเมืองสีพีแต่ไม่ทันการชูชกถูกทหารจับตัวไปให้พระเจ้าสญชัยสอบสวน
เมื่อพระเจ้าสญชัยได้ทรงทราบความจริงทั้งหมดจากชูชก, พระกัณหา
และพระชาลีซึ่งเป็นหลานของพระองค์เองก็ทรงตกอยู่ในภาวะจำยอมไม่
สามารถเอาความผิดกับชูชกได้ ฉะนั้นพระองค์ทรงขอไถ่คืนสองพระกุมาร
จากชูชกด้วยทรัพย์สินจำนวนมหาศาล ชูชกมิอาจหลีกเลี่ยงและไม่เคยได้
เงินจำนวนมากมายก็เกิดความโลภมากจึงน้อมรับยินดีไถ่คืน เมื่อข้อตกลง
เป็นไปอย่างราบรื่นพระเจ้าสัญชัยทรงโปรดให้จัดอาหารมาเลี้ยงชูชกเป็น
การตอบแทนที่ชูชกพาพระนัดดาสองพระองค์กลับมาถึงเมือง


ชั่วชีวิตของชูชกไม่เคยได้ทานอาหารดีๆอีกทั้งมีเหล่าหญิงสวยๆบริการป้อน
ข้าวให้ถึงปากก็มีความสุขยิ่งนัก ชูชกทานอาหารมากจนท้องป่องมากขึ้น
ท้องไม่สามารถรับอาหารได้อีกแต่ชูชกก็ยังทานอาหารต่อเพราะความโลภ
มากเป็นเหตุ ทันใดนั้นชูชกเกิดเจ็บปวดที่ท้องมากและหายใจไม่สะดวก
ท้องเกิดระเบิดไส้ทะลักออกจากร่างชูชก ทำให้ชูชกตายในที่สุด


ต่อมาพระเจ้ากาลิงคะทรงนำช้างปัจจัยนาคคืนให้กับทางเมืองสีพีเนื่องจาก
หลังจากช้างปัจจัยนาคมาอยู่เมืองกาลิงคราษฎร์ ก็บังเกิดฝนตกเป็นผลให้
เกิดความอุดมสมบูรณ์มากมาย ทำให้เศรษฐกิจของเมืองเจริญรุ่งเรืองอีก
ครั้งหนึ่ง บัดนี้ก็สมควรคืนช้างปัจจัยนาคโดยเร็วเพราะทรงทราบว่าชาว
เมืองสีพีไม่พอใจทางเมืองกาลิงคราษฎร์เป็นอย่างมาก พระองค์ทรงไม่
ปรารถนาที่เห็นทั้งสองเมืองเกิดความบาดหมางขัดใจกันเพราะเรื่องช้าง
ชาวเมืองสีพีเมื่อได้ทราบว่าช้างปัจจัยนาคกลับมาแล้ว ต่างดีใจกันยกใหญ่
ความแค้นใจที่มีต่อเมืองกาลิงคราษฎร์เป็นอันหมดสิ้นและเข้าใจถึงความ
ประสงค์ที่พระเวสสันดรจำต้องบริจาคทานช้างปัจจัยนาคให้กับทางเมือง
กาลิงคราษฎร์อย่างถ่องแท้แล้ว ชาวเมืองสีพีจึงรวมตัวเข้าเฝ้าเพระเจ้า
สญชัยเพื่อขอให้พระองค์ทรงโปรดยกโทษชาวเมืองและโปรดทูลเชิญ
พระเวสสันดรและพระนางมัทรีเสด็จกลับสู่เมืองสีพีด้วยเทอญ


พระเจ้าสญชัยสั่งจัดกระบวนเสด็จมุ่งหน้าสู่เขาวงกตเพื่อรับพระเวสสันดร
และพระนางมัทรีกลับคืนสู่เมืองสีพี เมื่อไปถึงทั้งหกพระองค์คือ
พระเจ้าสญชัย, พระมเหสีผุสดี, พระเวสสันดร, พระนางมัทรี, พระโอรส
ชาลีและพระธิดากัณหาต่างทรงร่วมกันแสงอย่างปลื้มปีติเป็นสุขที่ได้อยู่
อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันถึงกับสลบทั้งหกพระองค์ พระเจ้าเจตราชซึ่ง
เสด็จตามมาร่วมกับกระบวนของพระเจ้าสญชัยก็ทรงแสดงความยินดีเป็น
ล้นพ้น ฝ่ายพระอินทร์บนสวรรค์ทรงทอดพระเนตรมาโดยตลอดก็ร่วมยินดี
ด้วยและทรงเนรนิตบันดาลให้เกิดฝนโบกขรพรรษตกลงมาประพรมทั้งหก
พระองค์เพื่อให้ฟื้นและให้หายความเศร้าโศกที่พลัดพรากจากกันมานาน

จบ
 
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aooa&group=73

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น